หน้าแรกAbout usProductNews & PromotionLinkDownloadWebboardGuestbookContactNew & Promotions
สถิติร้านค้า
เปิดร้านเมื่อ
ปรับปรุงร้านเมื่อ
ผู้ชมร้าน 7,301,313
จำนวนสินค้า 242
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
7100303000430
เมนูหลัก
Products
บริการ
ST.UNITED

ปฏิทินกิจกรรมพิเศษ
September 2014
S M T W T F S
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        
             
สมาชิกจดหมายข่าว
สมัคร ยกเลิก
คุณชอบบทความไหนมากที่สุด (50142)
ตู้ลำโพงแบบมาตรฐาน Loudspeaker Enclosures (13115)
26.16%
ลำโพงนีโอไดเมี่ยม เป็นอย่างไร ??? (7155)
14.27%
ลำโพง(7384)
14.73%
อีควอไลเซอร์ EQUALIZER : EQ (7507)
14.97%
Setting Speaker (5838)
11.64%
มาทำสายลำโพงเล่นกันเถอะ (9143)
18.23%
มีอีก>>
รถเข็นของคุณมี   รายการ ราคาทั้งหมด 0.00 บาท  ดูสินค้าในรถเข็นทั้งหมด
บทความน่ารู้และข้อมูลทั่วไปทางอิเล็คทรอนิคส์
อันตรายจากไฟฟ้า คุณรู้หรือยัง!!!

     ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่านที่ทำงานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและทางอ้อม โดยช่วงที่เป็นหน้าฝนซึ่งมีความชื้นในอากาศสูง การทำงานใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงต้องเพิ่มความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกไฟฟ้าดูด...
 การใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าต้องใช้อย่างระมัดระวัง ต้องเรียนรู้วิธีการใช้การป้องกันการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และใช้อย่างถูกวิธีเป็นการช่วยลดอันตรายจากไฟฟ้ามิใช่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว บุคคลทั่วไปหรือผู้ประกอบอาชีพอื่น ก็อาจเกิดอันตรายได้ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำงานก่อสร้าง การติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ และการใช้ยานพาหนะเป็นต้น  บทความนี้มีจุดประสงค์ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปรวมทั้งผู้ปฎิบัติงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าโดยตรง  แต่ต้องเกี่ยวข้องหรือปฎิบัติงานใกล้สายไฟฟ้าได้ตระหนักถึงอันตราย และทราบถึงแนวทางป้องกันอันตราย  อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสามารถลดปัญหาไฟฟ้าดับได้ อีกด้วย
 ทำความรู้จักกับไฟฟ้าสักเล็กน้อยเราใช้ไฟฟ้าทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นไฟฟ้า จะเคยก็เพียงแต่เห็นผลที่เกิดจากการทำงานของไฟฟ้า ไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน โดยไหลผ่านสิ่งที่เรียกว่า"ตัวนำไฟฟ้า" เช่นสายไฟฟ้าเป็นต้น หลักการที่สำคัญคือต้องมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดไหลไปตามสายไฟฟ้าอาจผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ก็ได้และต้องกลับมาที่แหล่งกำเนิดเดิมอีกครั้งเรียกว่า"ครบวงจร" จึงอาจกล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่าไฟฟ้าจะไหลครบวงจรได้ทั้งกรณีไฟฟ้าดูด และกรณีไฟฟ้าช็อตทั้ง 2 กรณี เกิดขึ้นได้เพราะไฟฟ้าไหลครบวงจรนั่นเอง   แบตเตอรี่รถยนต์จะมีขั้วให้ต่อสายไฟฟ้าอยู่สองขั้วไฟฟ้าจะไหลจากขั้วหนึ่งไปตามสายไฟฟ้า โดยไหลผ่านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นหลอดไฟฟ้าและกลับมาครบวงจรที่อีกขั้วหนึ่งของแบต เตอรี่ เราสามารถหยุดการไหลของกระแสไฟฟ้าได้ โดยการทำให้วงจรไฟฟ้าขาด เช่นการใส่สวิตซ์ เพื่อเปิดปิดวงจรหรือโดยการใส่ฉนวนไฟฟ้าที่มีค่าความต้านทานสูง เพื่อหยุดการไหลของกระแสไฟฟ้า จากหลักการนี้จะนำไปสู่แนวทางการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าได้

อันตรายจากไฟฟ้าเกิดได้อย่างไร
      ไฟฟ้าก่อให้เกิดอันตรายได้ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันตรายจากไฟฟ้าเกิดได้ 2 สาเหตุคือ ไฟฟ้าช็อต และไฟฟ้าดูด  ทั้งสองอย่างนี้มีสาเหตุของการเกิดที่ต่างกัน และอันตรายที่ได้รับก็ต่างกันด้วย
      ไฟฟ้าช็อต(Short Circuit) หรือเรียกอีกอย่างว่าไฟฟ้าลัดวงจร คือ กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร โดยไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้า(Load)
      ไฟฟ้าดูด (Electric Shock) คือการที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย การเรียกไฟฟ้าดูดจะเป็นการเรียกจากอาการเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย จะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจนไม่สามารถสะบัดให้หลุดออกมาได้ จึงเรียกว่า"ไฟฟ้าดูด" ผลของไฟฟ้าดูดอาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการเลยก็เป็นได้
      เนื่องจากไฟฟ้าช็อตและไฟฟ้าดูด มีสาเหตุของการเกิดที่แตกต่างกัน วิธีการป้องกันจึงแตกต่างกันด้วย สาเหตุของไฟฟ้าลัดวงจรมีหลายสาเหตุ พอสรุปสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้คือ


 - ฉนวนไฟฟ้าชำรุด หรือเสื่อมสภาพ
 - เกิดแรงดันเกินในสายไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจึงสามารถทะลุผ่านฉนวนได้(เนื่องจากฉนวนไฟฟ้ามีความสามารถในการทนแรงดันไฟฟ้าได้ไม่เหมาะสมกับแรงดันไฟฟ้าที่ใช้งาน)
 - ตัวนำไฟฟ้าในวงจรเดียวกัน แต่ต่างเฟสกัน(คนละเส้น)สัมผัสกัน กรณีนี้มักเกิดในระบบไฟฟ้าแรงสูงที่สายไฟฟ้าหรือตัวนำใช้เป็นสายเปลือย
 - มีสิ่งก่อสร้าง ต้นไม้ หรืออื่นๆ ไปสัมผัสสายไฟฟ้า
 - สายไฟฟ้าขาดลงพื้น
 ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดได้ทั้งในระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำ ลักษณะของการเกิดและความเสียหายก็จะแตกต่างกันไฟฟ้าลัดวงจรเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ
 1. กระแสไฟฟ้าไหลระหว่างสายไฟสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฉนวนของสายไฟฟ้าชำรุดหรือจากการสัมผัสกันโดยบังเอิญ ผลจากไฟฟ้าลัดวงจรจะทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลมากและทำให้มีความร้อนสูง นอกจากนี้ยังมีประกายไฟอีกด้วย
 2. กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน หรือเรียกว่า"ไฟฟ้าลัดวงจรลงดิน" อาจเกิดจากการที่สายไฟฟ้าขาด หรือหลุดที่จุดต่อแล้วไปสัมผัสกับดิน หรือสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะ ซึ่งต่ออยู่กับดิน ฉนวนชำรุด หรือเกิดจากที่มีตัวนำเปลือย เช่นบัสบาร์วางอยู่บนฉนวนรอบรับบัสบาร์และฉนวนเกิดชำรุดหรือสกปรก ลักษณะเช่นนี้จะทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลลงดิน
 การที่กระแสไฟฟ้าไหลลงดินนี้ ถ้าจุดที่สายสัมผัสกับดิน มีความต้านทานต่ำก็จะทำให้มีกระแสไฟฟ้ามาก วงจรป้องกันกระแสเกินที่สายเส้นนี้ต่ออยู่ก็จะตัดวงจรหรือถ้าเป็นฟิวส์ก็จะขาด ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่ไหล หากสายที่ขาดหรือหลุดสัมผัสส่วนที่มีความต้านทานสูง กระแสไฟฟ้าก็จะไหลได้น้อยและถ้าน้อยกว่าขนาดของวงจรป้องกันกระแสเกิน (หรือต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ของ Ground Fault Relay สำหรับระบบแรงสูง) กรณีนี้วงจร ป้องกันกระแสเกินจะไม่ตัดวงจร ถ้าเป็นฟิวส์ก็จะไม่ขาด  ถ้าวงจรป้องกันกระแสเกินไม่ตัดวงจรก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ตลอดเวลาจะเป็นผลให้สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า และที่จุดนี้อาจมีประกายไฟอันเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ถ้ามีวัสดุติดไฟอยู่ใกล้ๆไฟฟ้าไหลลงดินในลักษณะนี้ สามารถป้องกันความเสียหายได้ด้วยวงจรป้องกันกระแสรั่วลงดิน(Ground Fault Circuit Breaker) ซึ่งปัจจุบันยังไม่ค่อยนิยมใช้มากนักแต่สำหรับเมนสวิตซ์ขนาดใหญ่ๆที่มีการใช้ไฟจำนวนมาก     การติดตั้งเครื่องป้องกันกระแสรั่วลงดินมีความจำเป็นมากเนื่องจากจะมีความ เสียหายสูง

ผลของไฟฟ้าช็อต
 ผลจากที่มีกระแสไฟฟ้าไหลในปริมาณสูงและมีความร้อนสูงจะส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย สายไฟฟ้าอาจร้อนจนหลอมละลายได้ กรณีนี้ถ้าเราเลือกอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินได้เหมาะสมก็จะป้องกันอันตรายได้ หรือถ้าป้องกันไม่ได้ทั้งหมดก็ลดความเสียหายลงได้มาก
 ประกายไฟที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ถ้าบริเวณที่เกิดประกายไฟมีวัสดุไวไฟอยู่ แนวทางการป้องกันคือจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยการดูแลเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเฉพาะสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดี ฉนวนไม่กรอบแตก และไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากเกินกว่าที่สายไฟฟ้าจะทนได้ ป้องกันของแข็งกระแทกสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าจนชำรุดและควรระมัดระวังไม่เอาวัสดุไวไฟไว้ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า และการป้องกันที่สำคัญคือการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินในขนาดที่เหมาะสม
 ในระบบแรงสูงเมื่อสายไฟฟ้าขาดลงพื้นและระบบป้องกันไม่ตัดวงจรอาจเกิดอันตรายต่อผู้สัญจรและประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นที่อาจไปสัมผัสหรือจับสายไฟฟ้าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อพบเห็นสายไฟฟ้าขาดลงพื้นจึงควรหลีกเลี่ยงไปห่างๆห้ามแตะต้องและแจ้งให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขโดยด่วน

แนวทางป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรสำหรับไฟฟ้าภายในอาคาร
 - เลือกใช้ชนิดอุปกรณ์ป้องกันและขนาดที่เหมาะสม(เป็นฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์) เมื่อฟิวส์ขาดไม่ควรเปลี่ยนขนาดใหญ่ขึ้น หากขาดอีกต้องปรึกษาช่างที่มีความรู้เพื่อทำการแก้ไข
 - ตรวจสอบสายไฟฟ้า อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำ เมื่อพบว่าชำรุดควรรีบซ่อมแซมโดย เฉพาะสายไฟฟ้าฉนวนชำรุด
 - ดูแลรักษาและทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำ เช่นในแผงสวิตซ์หรือแผงไฟต่างๆ เพราะอาจมีสัตว์เข้าไปทำรังมีฝุ่นละอองเกาะ
 - เลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ อาจดูได้จากเครื่องหมายรับรองคุณภาพของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
 - ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีตามที่ผู้ผลิตแนะนำ

ไฟฟ้าดูด
      การที่กระแสไฟฟ้าไหลจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวคน และกลับไปแหล่งกำเนินโดยผ่านทางดิน ไฟฟ้าดูดมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไปสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า การที่ไฟฟ้าจะดูดได้นั้น ไฟฟ้าต้องไหลครบวงจร คือต้องมีจุดที่กระแสไฟฟ้าไหลออกจากร่างกาย นั่นหมายความว่าร่างกายจะต้องสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าสองจุดพร้อมกันและทั้งสองจุดนั้นจะต้องมีแรงดันไฟฟ้าต่างกันด้วย ตัวอย่างของการสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าหรือช่างไฟฟ้าทำงานโดยยืนอยู่บนฉนวนไฟฟ้าทำงาน ซึ่งอาจเป็นพื้นยางหรือสวมใส่รองเท้ายาง เป็นต้น  ปกติพื้นดินคือส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าที่แรงดันไฟฟ้าเป็นศูนย์ ดังนั้นเมื่อเราสัมผัสส่วนที่มีแรงดันไฟฟ้าขณะที่ร่างกายยืนอยู่บนพื้นดิน กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านร่างกายลงดินกลับไปครบวงจรที่แหล่งจ่ายกระแสไฟหรือแหล่งกำเนิดเราจึงถูกไฟดูด การถูกไฟฟ้าดูดจากการสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า สามารถแยกตามลักษณะของการสัมผัสได้ 2 แบบคือ การสัมผัสโดยตรง และการสัมผัสโดยอ้อม
      การสัมผัสโดยตรง(Direct Contact) คือการที่ส่วนของร่างกายสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง เช่นสายไฟฟ้ารั่วเพราะฉนวนชำรุดแล้วมีบุคคลเอามือไปจับ หรือจากการที่เด็กเอาโลหะเล็กๆ เช่นตะปูแหย่เข้าในรูเต้ารับไฟฟ้า เป็นต้น ลักษณะนี้โดยตรงก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายลงดิน
      การสัมผัสโดยอ้อม(Indirect Contact) ลักษณะนี้บุคคลไม่ได้สัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง แต่เกิดจากการที่บุคคลสัมผัสกับส่วนที่ปกติไม่มีไฟฟ้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มีไฟฟ้าเนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้ารั่ว จึงมีไฟฟ้ามารออยู่ที่โครงโลหะของเครื่องไฟฟ้า เมื่อบุคคลไปสัมผัสจึงมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เช่นเดียวกับการไปสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า การสัมผัสโดยอ้อมมีอันตรายสูง และน่ากลัวเนื่องจากส่วนที่สัมผัสโดยปกติแล้วจะไม่มีไฟฟ้า ผู้สัมผัสจึงขาดความระมัดระวัง

ผลของไฟฟ้าดูดต่อร่างกายมนุษย์
      อันตรายจากไฟฟ้าดูดมีผลต่อมนุษย์แตกต่างกันไปตามขนาดกระแสไฟฟ้า และสุขภาพร่างกายของบุคคลอย่างไรก็ตามได้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อร่างกายมนุษย์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าที่ได้แตกต่างกันออกไปตามมาตรฐาน การทดสอบตัวอย่างผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อร่างการมนุษย์เป็นค่าที่ไม่จำกัดเวลาที่กระแสไหลผ่านร่างกาย(ไม่ได้ใช้เวลาเป็นตัวแปรในการทดลอง) ขนาดและอาการมี ดังนี้

 กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านร่างกายได้สูงหากร่างกายมีความต้านทานต่ำ ร่างกายที่เปียกชื้นจะมีความต้านทานต่ำ เมื่อเกิดไฟฟ้าดูดจึงมีอันตรายสูง ดังนั้นขณะที่ร่างกายเปียกขึ้นจึงไม่ควรสัมผัสอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า

ปัจจัยของความรุนแรงจากไฟฟ้าดูด    
 เมื่อบุคคลถูกไฟฟ้าดูด กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งของอันตรายเท่านั้น ควมจริงแล้วตัวแปรที่สำคัญที่มีผลต่อความรุนแรงมี 3 อย่าง คือ
 1. ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านถ้าปริมาณกระแสที่ไหลผ่านร่างกายสูงอันตรายก็จะสูงตามไปด้วย ไฟฟ้าแรงสูงจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายมีปริมาณสูง อันตรายจึงสูงกว่าไฟฟ้าแรงต่ำ
 2. ระยะเวลาที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายเป็นเวลานาน อันตรายก็จะสูงตามไปด้วย
 3. เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย เนื่องจากไฟฟ้ามีผลต่อการทำงานของร่างกายโดยตรง ดังนั้นอันตรายจากกระแสไฟฟ้าจะสูง ถ้าเส้นทางการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านหัวใจ

ไฟฟ้าดูดป้องกันได้
 หลักพื้นฐานของการป้องกันอันตรายจากไฟดูด คือการไม่สัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าก็จะต้องมีวิธีการ และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเรามีความจำเป็นต้องสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องมีวิธีการป้องกันไม่ให้ไปสัมผัส ขณะที่เปลือกของเครื่องใช้ไฟฟ้ามีไฟอยู่ การป้องกันที่ดีคือการมีระบบสายดิน หรือเรียกว่า การต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดิน แต่ที่สำคัญคือการต่อลงดินต้องทำอย่างถูกต้องโดยผู้ที่มีความรู้จริงเท่านั้น จึงจะได้ผล เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการต่อลงดินไว้แล้ว เมื่อเกิดไฟรั่วเครื่องป้องกันกระแสเกิน (ฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์) จะทำงาน ตัดเครื่องใช้ไฟฟ้าออกจากวงจร ที่โครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะไม่มีไฟ ต้องทำการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ดีเสียก่อน จึงจะนำกลับมาใช้งานใหม่ได้
 การใช้เครื่องตัดไฟรั่ว จะสามารถป้องกันอันตรายจากไฟดูดได้เช่นกัน แต่ใตการใช้งานจะต้องมั่นใจว่า เครื่องตัดไฟรั่วทำงานเป็นปกติตามที่ได้ออกแบบไว้เนื่องจากเครื่องตัดไฟรั่วเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้เช่นกันอาจชำรุดได้ ในการใช้งานจึงต้องมีการทดสอบเป็นประจำตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เครื่องตัดไฟรั่วจึงใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสริมเท่านั้น ในการใช้งานจำเป็นต้องมีระบบสายดินด้วย จึงจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัย และถ้าจะให้การป้องกันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็คือการใช้งานร่วมกันทั้งระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่ว
 ไฟฟ้าแรงสูงเมื่อเข้าใกล้ก็อาจเกิดอันตรายได้ โดยยังไม่ต้องสัมผัสผู้ที่ทำงานกับไฟฟ้าแรงสูงจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ถึงอันตราย การป้องกัน และเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฎิบัติงานไฟฟ้าโดยตรง แต่เกี่ยวข้องเนื่องจากจุดที่ปฎิบัติงานอยู่ใกล้สายไฟฟ้า ต้องทราบถึงอันตรายแนวทางป้องกันและอยู่ห่างในระยะที่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน  อันตรายจากการปฎิบัติงานใกล้สายไฟแรงสูง การปฎิบัติงานใกล้สายไฟแรงสูงอาจมีอันตรายทั้งต่อผู้ปฎิบัติงานเอง และต่อระบบการจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งประชาชนอาจเดือดร้อนเนื่องจากไฟฟ้าดับ สาเหตุส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ถ้าผู้ปฎิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องให้ความสนใจ ประเภทงานที่พบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่พบรวบรวมได้คือ
      - การชักรอก หรือขนส่งสิ่งของต่างๆ ขึ้นที่สูง เช่น เหล็กก่อสร้าง เสาอากาศโทรทัศน์ และท่อน้ำเป็นต้น
      - ผ้าคลุมฝุ่นหรือแผงกั้นต่างๆ หลุดหรือปลิวไปถูกสายไฟฟ้าทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือสายไฟฟ้าขาด
      - การใช้ปั่นจั่นในงานก่อสร้าง ทั้งชนิดที่ติดตั้งบนรถ และชนิดติดตั้งบนพื้น
      - การใช้รถเครื่องมือกลเช่น รถดั๊มพ์ รถบูม รถบรรทุก
      - การทำงานบนนั่งร้าน
      - การติดตั้งป้ายโฆษณา การที่ป้ายโฆษณาล้มทับสายไฟฟ้า
      - การติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์
      - การปรับปรุงอาคาร (ทาสี ฉาบปูน)
      - การตัดต้นไม้
      - การเขี่ย จับ วัสดุที่ติดค้างอยู่บนสายไฟฟ้า

การทำงานต้องห่างจากสายไฟฟ้าเท่าไรจึงปลอดภัย
      การปฎิบัติงานใกล้สายไฟฟ้า หรือส่วนอื่นๆ ที่มีไฟฟ้าต้องอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสมตามที่กำหนดในมาตรฐานเพราะการทำงานอาจเกิดพลั้งเผลอนำสิ่งของหรือส่วนของร่างกายเข้าใกล้สายไฟฟ้าจนถึงระยะที่ไม่ปลอดภัย ในการมช้เครื่องมือกลก็อาจเกิดผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน การทำงานผู้ปฎิบัติงานหรือผู้ควบคุมงานจึงควรศึกษารายละเอียดการทำงานวิธีการป้องกัน การตรวจสอบและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว อาจไม่มีโอกาสได้แก้ตัว
 ระยะห่างจากสายไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการทำงานและแรงดันของระบบไฟฟ้า ไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงระยะห่างจะต้องสูงตามไปด้วย
       1. นั่งร้านและสิ่งก่อสร้าง การก่อสร้างนั่งร้านเพื่อทำงาน ระยะห่างของนั่งร้านกับสายไฟฟ้า ที่ระดับแรงดันไฟฟ้าต่างๆ ต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดต่อไปนี้

แรงดันไฟฟ้า

(กิโลโวลต์)

ระยะห่าง

(เมตร)

 แรงต่ำ  

2.40

12

2.40

24

3.00

69

3.30

115

3.90

230

5.30

     ในทางปฎิบัติ สายไฟฟ้าสำหรับระบบแรงดัน 12 กิโลโวลต์ และ24 กิโลโวลต์ มีโครงสร้างของการก่อสร้างเหมือนกันจึงเป็นการยากที่จะแยกแยะว่าเป็นระบบแรงดันเท่าไรแน่ เพื่อความปลอดภัยจึงอาจใช้ตัวเลขของระบบแรงดัน 24กิโลโวลต์ เลยก็ได้ แต่ถ้าเราทราบระบบแรงดันที่แน่นอน ซึ่งอาจติดต่อสอบถามได้จากการไฟฟ้า ก็จะสามารถลดระยะห่างลงได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีพื้นที่แคบ
       2. ปั่นจั่นชนิดติดตั้งกับตัวรถ ระยะห่างจากสายไฟฟ้าที่ระดับแรงดันต่างๆต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนด คือ

แรงดันไฟฟ้า

(กิโลโวลต์)

ระยะห่าง

(เมตร)

แรงต่ำ

3.00

12 และ 24

3.00

69 

3.20

115

3.65

230

4.80

   3. ปั่นจั่นชนิดติดตั้งบนพื้น ระยะห่างจากสายไฟฟ้าที่ระดับแรงดันต่างๆ ต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดต่อไปนี้ โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่าปั่นจั่นจะต้องไม่มีการขนส่งวัสดุขณะที่ทำการเคลื่อนที่เพื่อย้ายตำแหน่งการติดตั้ง ระยะของปั่นจั่นชนิดติดตั้งบนพื้นมีดังนี้

แรงดันไฟฟ้า(กิโลโวลต์)

 ระยะห่าง(เมตร)

แรงต่ำ 

1.25

12 และ 24

1.25

69

3.00

115

3.00

230

3.00


       4. ระยะห่างจากอาคาร ระยะห่างนี้จะใช้สำหรับเป็นระยะห่างระหว่างสายไฟฟ้ากับอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว  การทำงานใกล้สายไฟฟ้าถึงแม้จะอยู่ในระยะห่างตามที่กำหนด ในมาตรฐานแล้วก็ตาม ก็อาจจะเกิดอันตรายได้จากการพลั้งเผลอ หรือเหตุสุดวิสัยในสถานที่หรือสภาพการทำงานที่มีโอกาสเกิดอันตรายได้ควรป้องกันไว้ก่อนด้วย ระยะห่างสายไฟฟ้ากับอาคารที่สร้างเสร็จแล้วมีดังนี้

แรงดันไฟฟ้า

(กิโลโวลต์)

ระยะห่างจากอาคาร

(เมตร)

ระยะห่างจากป้ายโฆษณา

(เมตร)

12 และ 24

1.80

1.80

69

2.13

1.80

115

2.30

2.30


      การหุ้มสายไฟฟ้าชั่วคราวซึ่งสามารถทำได้โดยการติดต่อการไฟฟ้าฯ ให้ช่วยดำเนินการให้  กรณีที่ไม่สามารถรักษาระยะห่างให้เป็นไปตามที่กำหนดได้ อาจมีความจำเป็นต้องดับไฟฟ้าย้ายเสาสายไฟฟ้าลักษณะนี้ต้องติดต่อการไฟฟ้าฯ เป็นแต่ละกรณีไปซึ่งการไฟฟ้าฯ จะพิจารณาดำเนินการให้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม

การสังเกตค่าระดับแรงดันไฟฟ้า
 ในระะบบไฟฟ้าที่เป็นระบบสายอากาศโครงสร้างสำหรับไฟฟ้าที่ระดับแรงดันต่างๆ จะแตกต่างกันออกไปสามารถสังเกตได้ไม่ยาก มีเพียงระดับแรงดัน 12 กิโลโวลต์ กับ 24 กิโลโวลต์ เท่านั้นที่แยกข้อแตกต่างได้ยากในทางปฎิบัติ สำหรับระยะห่างที่ไม่เท่ากันจะใช้ค่าที่ระดับแรงดัน 24 กิโลโวลต์ หลักการสังเกตจะดูจากลูกถ้วยฉนวนที่ใช้รองรับสายไฟฟ้า เช่น ลูกถ้วยสำหรับแรงดัน 12 และ 24 กิโลโวลต์ จะเป็นลูกถ้วยชนิดก้านตรง คือจะเป็นลูกถ้วยมีก้านเหล็กตั้งอยู่บนคอนสายไฟฟ้าหรือไม้กางเขน หรือเป็นการเดินสายแขวนบนสายสะพาน (Messenger) สำหรับระบบแรงดัน 69 กิโลโวลต์ จะเป็นลูกถ้วยแบบแขวนเป็นพวงจำนวนลูกถ้วยพวงละ 4 ลูก แรงดัน 115 กิโลโวลต์จะมีลูกถ้วย พวงละ 7 ลูก สำหรับแรงดัน 230 กิโลโวลต์จะมีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปเช่นเป็นเสาโครงเหล็กหรือเสาเหล็กขนาดใหญ่

ระดับความสูงของสายไฟฟ้าที่แรงดันต่างๆ
 เมื่อทราบระยะห่างที่ปลอดภัยในการก่อสร้างแล้วต้องรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้กว่าที่กำหนดไว้ในมาตรฐานปัญหาที่อาจพบคือเราจะทราบความสูงของสายไฟฟ้าที่ระดับแรงดันต่างๆได้อย่งไร ระดับความสูงโดยประมาณของสายไฟฟ้าเหนือพื้นดินหรือพื้นทางเท้ามีมาตรฐานกำหนดไว้ ความสูงที่กำหนดนี้เป็นความสูงที่จุดติดตั้งเสาไฟฟ้าที่ช่วงกลางระหว่างเสาความสูงจะลดลงเนื่องจากความหย่อนของสายความสูงตามมาตรฐาน(ความสูงนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากมีการปรับปรุงผิวจราจร) ความสูงของสายไฟฟ้ามีการติดตั้งหลายระดับ จะวัดถึงสายเส้นต่ำสุด) ระดับความสูงของสายไฟฟ้ากับพื้นดินที่แรงดันต่างๆ ดังนี้

แรงดันไฟฟ้า

(กิโลโวล์ต)

ระยะห่าง

(เมตร)

12 และ 24

10.5

69

(ชนิดคอนสาย2ชั้น)

14.3

69

(ชนิดคอนสาย3ชั้น)

13.1

115

12.00

230

22.6


 สายไฟฟ้าใต้ดิน
      ปัจจุบันการไฟฟ้ามีการก่อสร้างสายไฟฟ้าใต้ดินเป็นจำนวนมาก การก่อสร้างมีทั้งระบบไฟฟ้าแรงต่ำและไฟฟ้าแรงสูง ในการก่อสร้างมักประสบอุบัติเหตุจากการขุดเจาะ หรือตอกเสาเข็ม ถูกสายไฟฟ้าที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินเสียหาย เนื่องจากในการก่อสร้างไม่สามารถเห็นสายไฟฟ้าก่อนได้ในการปฎิบัติงานจึงต้องใช้การสังเกตและสอบถามข้อมูลจากการไฟฟ้าเป็นหลัก
      การสังเกตเบื้องต้นที่พอจะสัณนิษฐานได้ว่า อาจมีสายใต้ดินอยู่ในแนวที่จะทำการขุดเจาะคือมีสายไฟฟ้าโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน หรือมีแนวบ่อพักสายใต้ดินอยู่ซึ่งจะสังเกตได้จากที่มีผาบ่อเป็นเหล็กหล่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเกือบ 1 เมตร อยู่บนผิวจราจรหรือทางเท้าและจะมีตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษว่า M.E.A. พิมพ์อยู่บนฝาเหล็ก

กองบรรณาธิการ

คัดมาจาก : อิเล็กทรอนิกส์แฮนด์บุ๊ค ฉบับที่95 กรกฎาคม

ภาพจากเวป : www.pea.co.th/peac2/audit_elec.html  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต2(ภาคกลาง) จ.ชลบุรี




 
เข้าดู(51118)


บทความน่ารู้และข้อมูลทั่วไปทางอิเล็คทรอนิคส์มาใหม่ล่าสุด
A00043 22:3:2551 -  การบังคับมาตรฐาน มอก. กับผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (47993)
A00042 22:3:2551 -  ตู้ลำโพงแบบมาตรฐาน Loudspeaker Enclosures เรื่องสามัญประจำบ้านที่ต้องรู้ก่อนลงมือในภาคสนาม (49763)
A00031 17:8:2550 -  การปฐมพยาบาล..คนทีโดนไฟฟ้าดูด.. (51850)
A00030 8:6:2556 -  อันตรายจากไฟฟ้า คุณรู้หรือยัง!!! (51118)
A00029 17:8:2550 -  เซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานธรรมชาติที่ไมีมีวันหมด... (27973)
A00028 17:8:2550 -  ลำโพงนีโอไดเมี่ยม เป็นอย่างไร ??? (19846)
A00026 17:8:2550 -  สายไฟ AC สำหรับเครื่องเสียงเรื่องจริงหรือมั่วนิ่ม ? (24539)
A00025 17:8:2550 -  ลำโพง (15383)
A00024 17:8:2550 -  อีควอไลเซอร์ EQUALIZER : EQ (39521)
A00023 17:8:2550 -  Setting Speaker (16206)
ดูทั้งหมด>>